แนะป้องกันเด็กติดเกม ก่อนเซลล์สมองแย่-สมาธิสั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโล ยีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นกับชีวิตมนุษย์ แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีอย่างไม่รู้เท่าทัน อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะกับ “เด็กเยาวชน” ที่ ณ วันนี้ หลายครอบครัวกำลังเผชิญสถานการณ์ลูกติดเกม ลูกติดอินเตอร์เน็ต

รศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเรื่องการใช้เทคโนโลยีของเด็กและวัยรุ่นปี 2555-2556 สรุปแนวโน้มเด็กและเยาวชนว่าใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทุกปี อาทิ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต อินเตอร์เน็ต โดยผลสำรวจพบว่าเด็กและวัยรุ่นใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงมากสุด เช่น ดูหนังฟังเพลง โหลดเกม โหลดเพลง เล่นเกม เล่นโซเชียลมีเดีย

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด การเสพติดเทคโนโลยีส่งผลกระทบไปถึงสมองทำให้ประสิทธิภาพลดลง มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบทางสมองของผู้ที่ติดเทคโนโลยีว่า การติดจะทำให้การเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทลดลง อย่างสมองส่วนหน้าลดลง 24% สมองส่วนข้างลดลง 27%”

นอกจากนี้ ยังมีงานศึกษาวิจัยล่าสุดที่กำลังตีพิมพ์ของต่างประเทศ ที่เขาศึกษาคนติดเกมออนไลน์ 73 คน เปรียบเทียบกับคนปกติ 38 คน ที่ไม่ติดเกมและไม่เป็นโรคทางจิตเวช ด้วยเครื่องมือโปรตอน เอ็มอาร์เอส (Proton MRS) ก็ได้ข้อสรุปว่า สมองส่วนหน้าและส่วนข้างของผู้ติดเกมลดลงไปค่อนข้างเยอะ ทำให้เป็นคนมีอาการคล้ายโรคสมาธิสั้น มีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า ซึ่งหากติดมากอาการก็แสดงให้เห็นมาก รศ.นพ.ศิริไชยย้ำ แล้วเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ตระหนักว่า ยิ่งปล่อยให้ลูกเล่นเกมมากเท่าไหร่ เซลล์ประสาทในสมองก็จะยิ่งทำงานได้แย่ลงเท่านั้น และมีผลกระทบต่อสมองเหมือนการเสพยาเสพติด

รศ.นพ.ศิริไชยบอกว่า ทางที่ดี คือกันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยวิธีง่ายๆ จากชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย ต่อการใช้อินเตอร์เน็ตของเด็กและวัยรุ่นสำหรับพ่อแม่ ดังนี้ พ่อแม่ต้องติดตามการใช้งานอินเตอร์เน็ตของลูกอย่างเหมาะสม ควบคุมการใช้สื่อทุกชนิดอย่างจริงจัง หลีกเลี่ยงการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ขวบ พ่อแม่ควรให้ลูกใช้อินเตอร์เน็ตเมื่ออายุมากกว่า 6 ขวบ หรือดีที่สุด คือ 9-10 ขวบ, พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เมื่ออายุมากกว่า 13 ปี

พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้สื่อทุกชนิดไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน, ไม่ใช้สื่อทุกชนิด 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะจะรบกวนการนอน, อุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดต้องอยู่ในส่วนกลาง ไม่ติดตั้งไว้ในห้องนอนหรือห้องส่วนตัว, ไม่อนุญาตให้ลูกใช้อุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์หลายอย่างพร้อมกัน หรือระหว่างทำกิจกรรมอย่างอื่น โดยเฉพาะการเดินบนทางสาธารณะ, สนับสนุนการทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ มากกว่าการใช้อินเตอร์เน็ต และพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์

“เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม จัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทยท้ายๆ กลุ่มประเทศอาเซียน อาจต้องมาคิดว่า เพราะส่วนหนึ่งเราปล่อยให้เด็กใช้อินเตอร์เน็ตเล่นเกมจนเซลล์สมองแย่ลงหรือไม่” รศ.นพ.ศิริไชยกล่าว

Close Menu